วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

พนักงานสอบสวนทำบันทึกคำให้การผู้ต้องหาหรือผู้กล่าวหาใหม่โดยไม่นำของเดิมร...





คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2537

      ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 139 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนบันทึกการสอบสวนตามหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการสอบสวนและให้เอาบันทึกเอกสารอื่นซึ่งได้มา อีกทั้งบันทึกและเอกสารทั้งหลายซึ่งเจ้าพนักงานอื่นผู้สอบสวนคดีเดียวกันนั้นส่งมารวมเข้าสำนวนไว้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนจะอ้างว่าได้ทำบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาใหม่แล้วของเดิมไม่สำคัญ หรือผู้ให้ถ้อยคำไม่ประสงค์จะใช้ของเดิมจึงไม่นำเข้ารวมสำนวนไว้หาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งคำให้การฉบับเดิมของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาไว้ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 นั้น ก็โดยเจตนาเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ต้องโทษ ซึ่งเป็นการกระทำการในตำแหน่งพนักงานสอบสวนโดยมิชอบอันเป็นความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,200 วรรคแรกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน  

      โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นพนักงานสอบสวน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเปลี่ยนคำให้การของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหา บันทึกคำให้การพยานไม่ตรงกับความจริง ละเว้นไม่บันทึกคำให้การพยานสำคัญไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ต้องโทษ กับทำให้เสียหาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียและทำสูญหายซึ่งบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหา ฉบับเดิม อันเป็นเอกสารสำคัญในสำนวนสอบสวนซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรักษาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 158, 200 
      จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ  
      ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 158, 200 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 158 ให้จำคุก 1 ปี ความผิดตามมาตรา157, 200 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี 
      จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ 
      ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 158, 200 การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 4 ปี  
      โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง 
      ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 139 บัญญัติไว้ว่า ให้พนักงานสอบสวนบันทึกการสอบสวนตามหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการสอบสวน และให้เอาบันทึก เอกสารอื่นซึ่งได้มา อีกทั้งบันทึกและเอกสารทั้งหลายซึ่งเจ้าพนักงานอื่นผู้สอบสวนคดีเดียวกันนั้นส่งมารวมเข้าสำนวนไว้ ฉะนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องนำบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7 และ จ.24 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นคนร่วมสอบสวนและบันทึกรวมเข้าสำนวนไว้ จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้ทำบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาใหม่แล้วของเดิมไม่สำคัญ หรือผู้ให้ถ้อยคำไม่ประสงค์จะใช้ของเดิม จึงไม่นำเข้ารวมสำนวนไว้ ย่อมไม่อาจกระทำได้อีกทั้งในคำให้การของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาฉบับใหม่ที่จำเลยที่ 1ร่วมทำไว้ตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.25 ก็มิได้มีการเท้าความหรืออ้างถึงคำให้การฉบับเดิมตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.24 หรือมีข้อความว่า ผู้ให้ถ้อยคำขอให้การใหม่แต่ประการใด อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 ที่จะปิดบังคำให้การเดิมของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหา และการที่จำเลยที่ 1 ทำคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาใหม่ โดยเก็บฉบับเดิมไว้ไม่นำมารวมเข้าในสำนวนการสอบสวน พิมพ์คำให้การชั้นสอบสวนของจ่าสิบตำรวจชัยศักดิ์และจ่าสิบตำรวจทองยศขึ้นเองโดยไม่ตรงตามความเป็นจริงนำมาให้พยานทั้งสองลงชื่อ เมื่อนำคำให้การของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาฉบับเดิมและฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.7, จ.8, จ.24 และจ.25 กับคำให้การของจ่าสิบตำรวจทองยศและจ่าสิบตำรวจชัยศักดิ์ตามเอกสารหมาย จ.2 และจ.4 มาพิจารณาดูแล้ว เห็นได้ชัดแจ้งว่าการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเอาไปเสียซึ่งเอกสารอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะรักษาไว้และกระทำการในตำแหน่งอันมิชอบก็โดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาไม่ให้ต้องโทษ ทำให้ผู้กล่าวหาและกรมตำรวจได้รับความเสียหายแล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1มิใช่ข้อสำคัญ และไม่มีสาระอันควรยกขึ้นวินิจฉัย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งเอกสารอันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องปกครองรักษาไว้ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 กับการที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157, 200 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นความผิดสองกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1เอาไปเสียซึ่งคำให้การฉบับเดิมของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 158 นั้น ก็โดยเจตนาเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ต้องโทษถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการในตำแหน่งพนักงานสอบสวนโดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาอันเป็นความผิดตาม มาตรา 157, 200วรรคแรกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันหาใช่สองกรรมดังโจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 158, 200 โดยไม่ระบุวรรคนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง 
      พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 158, 200 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 

(สันติ ทักราล-สมชัย สายเชื้อ-สวรรค์ ศักดารักษ์) 
แหล่งที่มา  กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา