วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

นายวงแชร์ไม่มีสิทธิฟ้องแต่ลูกวงมีสิทธิฟ้องนายวงแชร์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231/2552

      ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเอาแก่สมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมตรา 6 เท่านั้น เพราะมาตรา 7 บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกมีการประมูลแชร์ระหว่างกันมาตลอด และจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ด้วยนั้นแสดงว่าโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกซึ่งเป็นลูกวงแชร์มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังกล่าว ฉะนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกจึงไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินค่าแชร์ที่ติดค้าง
ให้โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย 

      โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่ จำเลยและบุคคลภายนอกรวม 33 คน ร่วมกันเล่นแชร์คนละหุ้น หุ้นละ 50,000 บาท มีนายฮกซุน เป็นนายวงแชร์ จำเลยประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 29 ในราคา 5,100 บาท จึงได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสี่คนละ 44,900 บาท โจทก์ทั้งสี่ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 30 ถึง 33 ตามลำดับ แต่จำเลยไม่ส่งเงินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
      จำเลยให้การว่า วงแชร์มีจำนวนสมาชิกรวมกันมากกว่า 30 คน มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงอันฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 วงแชร์ดังกล่าวจึงไม่สามารถที่บังคับกันได้ โจทก์ทั้งสี่ต้องไปฟ้องร้องบังคับแก่นายวงแชร์ขอให้ยกฟ้อง
      ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
      จำเลยอุทธรณ์
      ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ให้เป็นพับ
      จำเลยฎีกา
      ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า แชร์วงที่โจทก์ทั้งสี่กับพวกและจำเลยร่วมกันเล่นมีนายฮกซุน เป็นนายวงแชร์และเป็นผู้จัดให้มีการเล่น โจทก์ทั้งสี่กับพวกและจำเลยมีการประมูลแชร์ระหว่างกันตลอดมา และจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่างวดแชร์ดังกล่าวให้โจทก์ เห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเอาแก่สมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 เท่านั้น เพราะมาตรา 7 บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกมีการประมูลแชร์ระหว่างกันมาตลอด และจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ด้วยนั้น แสดงว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกซึ่งเป็นลูกวงแชร์มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกันและไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังกล่าว ฉะนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกจึงไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินค่าแชร์ที่ติดค้างให้โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นการเถียงข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาแล้ว อันต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
      พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้

(เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-สถิตย์ ทาวุฒิ-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร)

แหล่งที่มา  สำนักวิชาการ