วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงเป็นเหตุเพิกถอนการให้จากลูก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2538

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ด่าโจทก์ต่อหน้าคนหลายคนหลายครั้งต่อบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสียชื่อเสียงถือได้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณ ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1904 และ เลขที่ 14460 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวกลับเป็นของโจทก์เหมือนเดิมหากจำเลยไม่ปฏิบัตให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
          จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยพูดด่าว่า หมิ่นประมาทโจทก์แต่อย่างใด นับแต่เกิดเหตุถึงวันฟ้อง เป็นเวลาเกินหกเดือนแล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์และจำเลยฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วในประเด็นเรื่องอายุความที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะเหตุการณ์ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2533 เวลาได้ล่วงเลยไปแล้วเกินหกเดือนนับแต่เหตุดังกล่าวได้ทราบถึงโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจจะถอนคืนการให้ได้นั้น โจทก์และจำเลยนำสืบตรงกันว่า โจทก์ไปหาและเจรจาเรื่องดังกล่าวกับจำเลยเมื่อประมาณเดือนสิบสองหรือเดือนธันวาคม 2533 โจทก์นำสืบว่า จำเลยยังกล่าวถ้อยคำตามฟ้องหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงอีก จากข้อนำสืบของโจทก์จะเห็นได้ว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยกล่าวถ้อยคำตามฟ้องหมิ่นประมาท โจทก์อย่างร้ายแรง หลายครั้งหลายคราวคือ ตั้งแต่ เดือนเมษายน 2533 จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน สิบสอง ซึ่งตรงกับเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคม 2533 ดังนั้นระยะเวลาหลังจากจำเลยกล่าวถ้อยคำ ตามฟ้องนับถึงวันที่ 10 เมษายน 2534 ซึ่งเป็นวันที่ โจทก์ฟ้องคดีนี้ ยังไม่เกินหกเดือนนับแต่โจทก์ได้ ทราบว่าถูกจำเลยประพฤติเนรคุณฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในประเด็นนี้ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่า ถ้อยคำที่จำเลยด่าว่า โจทก์เป็นถ้อยคำที่หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง หรือไม่นั้นเห็นว่า จำเลยในฐานะบุตรที่ดีและรู้คุณ กตัญญูต่อโจทก์ไม่ควรจะด่าว่าโจทก์ผู้เป็นมารดาด้วย ถ้อยคำที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุที่โจทก์ต้อง ถูกจำเลยใช้ถ้อยคำที่รุนแรงด่าว่า ก็เนื่องมาจากการที่ โจทก์ไปขอที่ดินเพียงบางส่วน จากที่ดินที่โจทก์เคย ยกให้แก่จำเลยถึง 40 ไร่ มาให้นายไวพี่ชายของ จำเลยเองทำถนนเชื่อมระหว่างที่ดินของนายไวออกสู่ ถนนสาธารณะ ซึ่งเกิดจากความรัก ความผูกพัน ของ โจทก์ที่มีต่อบุตรทุกคนเท่านั้นเอง หากโจทก์จะไม่ยอมให้ที่ดินตามที่จำเลยต้องการ จำเลยก็ไม่สมควรใช้ ถ้อยคำรุนแรงด่าว่าโจทก์ ถ้อยคำที่จำเลยใช้ด่าว่า โจทก์แม้บางคำจะไม่รุนแรงถึงขนาดหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงก็ตาม แต่ก็มีบางคำเป็นต้นว่า "โจทก์แก่แล้วอายุตั้ง 90 ปี พูดกลับไปกลับมาพูดเหมือนเด็กเล่นขายของ จำเลยไม่มีแม่ไปแล้วอย่ามา อีกเลย " เป็นถ้อยคำที่มีความหมายอยู่ในตัวว่า โจทก์แม้จะมีอายุ 90 ปี แล้ว ก็เป็นคนไม่ต่างอะไรไปจากเด็ก เล่นขายของที่ไม่รู้จักเดียงสา พูดจาเชื่อถือไม่ได้เลย คนเราเมื่อถูกประณามว่า เป็นคนที่พูดจาเชื่อถือไม่ได้ ก็ เท่ากับถูกประณามว่า ไม่มีค่าแห่งความเป็นคนย่อม เป็นถ้อยคำที่หมิ่นประมาทกันอย่างร้ายแรงในทำนองเดียวกันกันที่ไม่มีแม่ "และไล่โจทก์ว่า "ไปแล้วอย่ากลับมาอีกเลย " เท่ากับจำเลยประณามว่า โจทก์เลวจนจำเลยรับเป็นมารดาไม่ได้ จำเลยย่อมไม่มีมารดาเสียดีกว่าให้โจทก์เป็นมารดา ของจำเลย เมื่อโจทก์ออกจากบ้านของจำเลยไปแล้ว ขออย่าให้โจทก์ไปที่บ้านของจำเลยอีก ซึ่งเท่ากับ ว่า ถ้าโจทก์ไปที่บ้านของจำเลยอีก โจทก์จะเป็นคนนำความไม่ดีไม่งามไปสู่จำเลย ถ้อยคำของจำเลยที่ ใช้ด่าว่าโจทก์เช่นนี้ เป็นถ้อยคำที่หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง หาใช่เพียงถ้อยคำที่กระทบกระ เทียบ เปรียบเปรยหรือส่อเสียดหยาบคาย ดังข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือข้อฎีกาของจำเลยไม่ เมื่อจำเลย ผู้ได้รับการยกให้ซึ่งที่ดินโดยเสน่หาจากโจทก์ หมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรง จำเลยก็ได้ชื่อว่าประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ถ้อยคำของจำเลยยังไม่เป็นหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง จึงไม่เป็นการ ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็น ของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ตามความปรากฎตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า ที่ดินจำนวน 40 ไร่ ที่ โจทก์ยกให้แก่จำเลยนั้น ส่วนหนึ่งจำเลยได้แบ่งขายให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วและอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 6 ไร่ 2 งานเศษ จำเลยได้จดทะเบียนยกให้แก่ภริยาของจำเลยแล้ว ตามที่ปรากฏในโฉนดที่ 1904 ตำบลดำเนินสะดวก อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร คงเหลือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะตามที่ปรากฏในโฉนดที่ 14460 ตำบลสวนส้ม (ดำเนินสะดวก) อำเภอบ้านแพ้ว (กระทุ่มแบน) จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 20 ไร่ 72 ตารางวา ซึ่งเป็นโฉนดที่แบ่งแยกออกไปใหม่เท่านั้น ดังนั้นโดยนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ศาลฎีกาเห็นว่า เฉพาะส่วนที่ จำเลยแบ่งขายให้แก่บุคคลภายนอกและส่วนที่จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ภริยา ของจำเลยจำนวน 6 ไร่ 2 งานเศษ แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน โจทก์คงมีสิทธิเรียกถอนคืนการให้จาก จำเลยได้เฉพาะส่วนที่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 14460 ตำบลสวนส้ม (ดำเนินสะดวก) อำเภอบ้านแพ้ว (กระทุ่มแบน) จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 20 ไร่ 76 ตารางวา เพียงโฉนด เดียวเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 14460 ตำบลสวนส้ม (ดำเนินสะดวก) อำเภอบ้านแพ้ว (กระทุ่มแบน) จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 20 ไร่ 72 ตารางวา โดยให้จำเลยไปจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปล. ตามฎีกานี้จำเลยใช้คำพูดที่สามารถตีความไปในทำนองว่า "โจทก์เลวจนจำเลยรับเป็นมารดาไม่ได้ จำเลยย่อมไม่มีมารดาเสียดีกว่าให้โจทก์เป็นมารดา ของจำเลย เมื่อโจทก์ออกจากบ้านของจำเลยไปแล้ว ขออย่าให้โจทก์ไปที่บ้านของจำเลยอีก ซึ่งเท่ากับ ว่า ถ้าโจทก์ไปที่บ้านของจำเลยอีก โจทก์จะเป็นคนนำความไม่ดีไม่งามไปสู่จำเลย ถ้อยคำของจำเลยที่ใช้ด่าว่าโจทก์เช่นนี้ ศาลฎีกาท่านมองว่า เป็นถ้อยคำที่หมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ฉะนั้นบรรดาลูกๆที่ได้รับทรัพย์สินไปโดยเสน่หาแล้วแต่ไม่ยอมเลี้ยงดูพ่อแม่แถมยังด่าว่าพ่อแม่อยู่บ่อยๆท่านอาจถูกถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณได้เช่นกัน