วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

สามีหรือภริยากระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรงอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2535 

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้จดทะเบียนสมรสกัน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2526และวันที่ 9 มีนาคม 2527 ไม่มีบุตรด้วยกันและไม่มีสินสมรส หลังจากแต่งงานกันแล้วจำเลยซึ่งรับราชการอยู่ที่อำเภอปัว จังหวัดน่านได้ขอย้ายตามโจทก์มาอยู่ร่วมกันที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2528 โจทก์กับจำเลยเริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันจนจำเลยหนีออกไปจากบ้านหลายครั้ง ครั้งละหลายวัน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2528 โจทก์เดินทางไปปฏิบัติราชการที่ชายแดนด้านจังหวัดตราด จำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดออกไปจากบ้านพักอันเป็นภูมิลำเนาปกติของโจทก์และจำเลย แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ อีกทั้งขอย้ายมารับราชการที่โรงเรียนศรีบุญยานนท์ โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเช่นเดียวกันนับตั้งแต่วันที่
จำเลยย้ายออกจากบ้านจนบัดนี้เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี เป็นการจงใจละทิ้งโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร และขณะที่จำเลยจัดการตระเตรียมขนย้ายนั้น จำเลยได้ด่าว่าสาปแช่งโจทก์และบิดามารดาโจทก์ด้วยถ้อยคำอันหยาบคายต่อหน้าบุคคลอื่น อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนสมรสที่จดทะเบียนที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เลขทะเบียนที่ 139/12144 ลงวันที่ 9มีนาคม 2527 ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
          จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุแห่งการหย่านั้นโจทก์เป็นผู้ก่อแต่ผู้เดียวหลังจากที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันครั้งแรกแล้ว จำเลยคงรับราชการที่จังหวัดน่านอยู่อีก 5 เดือนแล้วจึงย้ายมาอยู่กับโจทก์ เมื่อจำเลยย้ายมาอยู่ร่วมกับโจทก์ โจทก์และจำเลยเริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันเนื่องจากนางสมคิดอ้างว่าเป็นภริยาของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยิ่งทำตัวเหินห่างกับจำเลยยิ่งขึ้น โดยทุกเย็นวันศุกร์ โจทก์จะต้องเดินทางไปจังหวัดตราดเพื่อไปหานางสมคิดและเดินทางกลับมาในวันจันทร์ ซึ่งจำเลยได้ออกไปทำงานแล้ว ระหว่างที่โจทก์เดินทางไปจังหวัดตราดนั้น โจทก์ได้ทอดทิ้งให้จำเลยอยู่กับพลทหารรับใช้เพียงลำพังในบ้านพัก จำเลยมีความหวาดกลัว ว้าเหว่จำเลยจึงได้ไปค้างที่บ้านเพื่อน ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2528โจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ชายแดนจังหวัดตราดอีก โจทก์ยิ่งเดินทางมาหาจำเลยน้อยครั้ง และเวลากลับมาโจทก์ก็มาทะเลาะกับจำเลยบางครั้งก็ทำร้ายจำเลยจนได้รับบาดเจ็บและชวนจำเลยแยกทาง จำเลยพยายามอดทนมาตลอด จำเลยเห็นว่าเวลาโจทก์กลับมาก็มีแต่เรื่องทะเลาะกันทำให้จำเลยได้รับความอับอายจึงได้ทำเรื่องขอย้ายตัวเองออกมาให้ห่างกับโจทก์สักระยะหนึ่งเพื่อโจทก์จะได้กลับตัวกลับใจในทางที่ดีบ้าง ซึ่งในการที่จำเลยขอย้ายตัวเองโจทก์ก็รู้เห็นด้วย จำเลยได้ขอย้ายมาช่วยราชการที่โรงเรียนศรีบุญยานนท์ และระหว่างจำเลยย้ายมาช่วยราชการนั้นได้เดินทางไปหาโจทก์ที่กองพันทหารราบที่ 1 กรมนาวิกโยธิน กองทัพเรือ สัตหีบเป็นประจำ ไม่ใช่จงใจละทิ้งโจทก์โดยไม่มีเหตุอันควรแต่อย่างใด และจำเลยไม่เคยด่าว่าสาปแช่งโจทก์และบิดามารดาโจทก์ด้วยถ้อยคำอันหยาบคายต่อหน้าบุคคลอื่น อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์ โจทก์ได้อุปการะเลี้ยงดูนางสมคิดและยกย่องนางสมคิดเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตั้งแต่ก่อนฟ้องคดีนี้ประมาณ 1 ปีโจทก์ไม่เคยให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยตามสมควรอย่างเช่นสามีภริยาโดยทั่วไป อีกทั้งโจทก์ยังกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โดยหาเหตุทะเลาะวิวาทกับจำเลย เพื่อให้จำเลยทนอยู่กับโจทก์ไม่ได้ และทำให้จำเลยต้องอับอายเพื่อนบ้านข้างเคียง การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายขอให้โจทก์ชำระค่าทดแทนให้จำเลยเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท และการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยต้องยากจนลงรายได้ไม่เพียงพอกับการเลี้ยงชีพ จำเลยขอคิดค่าเลี้ยงชีพเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และหากโจทก์ไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ไปจดทะเบียนหย่าได้ให้เพิกถอนทะเบียนสมรสที่ 139/12144 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2527 ด้วย และให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน200,000 บาท กับค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 50,000 บาท แก่จำเลย พร้อมทั้งชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินทั้ง 2 รายการนี้นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ
          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันนั้น โจทก์ไม่เคยยกย่องนางสมคิดเป็นภริยา และไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยตามกำลังของโจทก์ พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ให้เงินค่าใช้จ่ายไม่เคยทอดทิ้งจำเลย โจทก์ไม่เคยทำร้ายจำเลย และการที่จำเลยขอย้ายโรงเรียนและที่พักอาศัยจำเลยไม่เคยปรึกษาหารือโจทก์ โจทก์ไม่เคยทราบและเป็นการกระทำโดยไม่เคารพโจทก์ในฐานะหัวหน้าครอบครัวตามประเพณีที่ดี จงใจละทิ้งโจทก์เกินกว่า 1 ปี ทั้งหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ ทั้งการหย่าขาดจากกันก็ไม่ทำให้จำเลยยากจนลงแต่ฐานะการงานกลับเพิ่มขึ้น จำเลยคงรับราชการครูมีความก้าวหน้า ไม่เคยเช่าบ้านและไม่มีเหตุจะเช่าบ้าน จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม และขาดอายุความแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องหย่าเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุหย่าเกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์แต่จำเลยทราบเหตุหย่าเรื่องโจทก์ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2528 แต่ฟ้องแย้งวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 ซึ่งเกินกำหนด 1 ปี ฟ้องแย้งจำเลยจึงขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย
          โจทก์จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันตามฟ้องแย้งของจำเลย ให้โจทก์ชำระเงินทดแทนจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า เหตุหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์หรือจำเลย ตามข้อนำสืบของโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ได้รับคำบอกเล่าจากพลทหารรับใช้ที่บ้าน2 คน ว่าจำเลยได้สาปแช่งโจทก์ว่าถ้าพิการก็เลี้ยงดูเอาเอง หากตายก็จะกลับมาเอาเงิน ทั้งผู้บุพการีของโจทก์เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่าทำตัวไม่น่านับถือ เข้าข้างโจทก์และนายบุญเหลือ สังข์ทองพลทหารรับใช้โจทก์เบิกความว่า ขณะจำเลยขนของออกจากบ้านโจทก์ จำเลยด่าโจทก์ซึ่งไปราชการชายแดนว่า ขอให้มีอันเป็นไป ตายแล้วจะมารับเงิน หากไม่ตายให้เลี้ยงดูกันเอง และบิดามารดาโจทก์ไม่ให้ความยุติธรรมแก่จำเลย และนายเสน่ห์ สินสมุทร พลทหารรับใช้อีกคนหนึ่งเบิกความว่า เคยได้ยินจำเลยแช่งด่าโจทก์ว่า ไอ้สัตว์ได้หน้าตัวเมีย กูไม่เลิกกับมึงง่าย ๆ หรอก ออกชายแดนงวดนี้ถ้าแขนขาขาดก็ไปเลี้ยงดูกันเอาเอง ถ้าตายจะกลับมารับเงิน ถ้อยคำดังกล่าวถ้าหากจำเลยได้กล่าวต่อพลทหารรับใช้ทั้งสองจริง จะเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีโจทก์อันเป็นการร้ายแรงหรือไม่ น่าจะเห็นได้ว่าในเบื้องต้นเมื่อจำเลยย้ายมาพักอยู่กับโจทก์แล้ว ต่อมามีเหตุที่ทำให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น เป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจและมีการทะเลาะกับโจทก์เสมอ แม้เวลาโจทก์ไม่อยู่บ้านจำเลยจะกล่าวถ้อยคำอย่างที่พยานเบิกความจริง ก็มิใช่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่จำเลยทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น และมิใช่เป็นคำกล่าวที่ร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ส่วนที่จำเลยละทิ้งโจทก์ไปนั้นปรากฏว่าจำเลยได้ออกจากบ้านที่พักอยู่กับโจทก์ไปจริง แต่อ้างว่าโจทก์มีนางสมคิด เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง ได้ทะเลาะกันเป็นประจำจำเลยทนอยู่กับโจทก์ไม่ได้ ในช่วงนั้นโจทก์จะอุปการะเลี้ยงดูนางสมคิดหรือไม่จะได้วินิจฉัยภายหลัง แต่โจทก์รับว่าหลังจากจำเลยออกจากบ้านไปแล้ว โจทก์ได้นางสมคิดเป็นภริยาจริงและมีบุตรด้วยกัน 1 คน เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2529 เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และข้อนำสืบของทั้งสองฝ่ายปรากฏว่าในช่วงที่จำเลยออกจากบ้านโจทก์ ทั้งสองฝ่ายรับว่าได้มีการทะเลาะกันระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นประจำ เริ่มเรื่องทะเลาะกันเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2528โดยจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์มีภริยาน้อย และจำเลยเคยไปเล่าเรื่องโจทก์เกี่ยวกับนางสมคิดให้นาวาโทเทอดศักดิ์ผู้บังคับบัญชาโจทก์ฟัง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เมื่อจำเลยเห็นว่าโจทก์มีภริยาน้อยและทะเลาะกันเป็นประจำ ก็ได้แยกไปอยู่ที่อื่นเมื่อเดือนพฤษภาคม2528 ต่อมาจำเลยก็ได้อยู่กินกับนางสมคิดจนมีบุตรด้วยกัน 1 คนเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2529 แม้จะเป็นเวลาประมาณ 12 เดือนนับแต่จำเลยออกจากบ้านโจทก์ไป แต่นางสมคิดจะคลอดบุตรจะต้องตั้งครรภ์ประมาณ 10 เดือน ถ้าโจทก์ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับนางสมคิดมาก่อน ก็แสดงว่าเมื่อจำเลยออกจากบ้านไปประมาณ 2 เดือน โจทก์ก็ได้นางสมคิดเป็นภริยา แต่ตามลักษณะของพฤติการณ์ที่ปรากฏมิได้เป็นเช่นนั้นเลย เหตุที่โจทก์กับจำเลยทะเลาะและแตกแยกกันก็มีสาเหตุมาจากนางสมคิด และภายหลังโจทก์ก็ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสมคิดจริง เป็นพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความสัมพันธ์กับนางสมคิดมาก่อน เป็นกรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา เมื่อจำเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับโจทก์และแยกไปอยู่ที่อื่น มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ แต่กรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ส่วนจะขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า ขณะนี้โจทก์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสมคิด เป็นการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตลอดมา การกระทำของโจทก์ยังมีเหตุที่จะฟ้องหย่าได้ตลอดเวลาที่การกระทำไม่สิ้นสุด ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาเกี่ยวกับค่าทดแทน โดยโจทก์ฎีกาว่าสูงเกินไปนั้นเห็นว่า ในเรื่องค่าทดแทน มาตรา 1525 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ เมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำของโจทก์ที่อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น และจำเลยรับราชการครูเป็นผู้มีฐานะตำแหน่งหน้าที่และเกียรติในทางสังคม ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 100,000 บาท พอเหมาะแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
         พิพากษายืน.

ปล.คดีนี้ภริยา (จำเลย) ฟ้องแย้งสามี (โจทก์) โดยนำสืบให้ศาลเชื่อว่า สามีอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันท์สามีภริยาและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ศาลจึงได้มีคำพิพากษาให้ภริยา (จำเลย) หย่าขาดจากเป็นสามีภริยากับสามี (โจทก์) ได้