วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ได้มรดกระหว่างสมรสเป็นสินส่วนตัว

ฎีกาที่ 4982/2541

         การที่ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาระหว่างที่ผู้ร้องเป็นสามี ภริยากับผู้ตาย ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายหรือเป็นสินส่วนตัว ของผู้ร้อง ปัญหาดังกล่าว ผู้ร้องเบิกความว่า นายแต้มได้ใส่ชื่อผู้ร้องใน น.ส.3 ก. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินร่วมกับนายแต้ม เนื่องจากเกรงว่าเมื่อนายแต้มแก่แล้ว ผู้ร้องจะไม่ยอมเลี้ยงดู จึงยังคงใส่ชื่อนายแต้มเป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้อง พฤติการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นการแสดงว่านายแต้มมีความประสงค์จะยกที่ดินพิพาท ทั้งแปลงให้ผู้ร้องในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนายแต้มเมื่อปี 2521 โดยเสน่หา ดังนี้ แม้ผู้ร้องจะได้มาในระหว่างสมรสกับผู้ตาย แต่ปรากฏว่าเป็นกรณีได้รับยกให้ที่ดินภายหลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติให้ ใช้บทบัญญัติบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519
เมื่อไม่ปรากฏมีหนังสือยกให้โดยระบุให้เป็นสินสมรสก็ต้องถือว่าเป็นการยกที่ดินให้เป็นสินส่วน
ตัวแก่ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3) ส่วนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทคือบ้านเลขที่ 39/1 ผู้ร้องนำสืบว่านายแต้มเป็นผู้จัดการปลูกให้ และโจทก์ก็มิได้สืบให้เห็นว่าผู้ตายกับผู้ร้องร่วมกันปลูกบ้านดังกล่าว จึงฟังได้ว่านายแต้มปลูกบ้านหลังนี้ยกให้แก่ผู้ร้องเช่นเดียวกัน การที่ผู้ร้องเป็นภริยาของผู้ตายซึ่งเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาอันเป็นความ รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของผู้ตายซึ่งจะต้องรับผิดในหนี้สินดังกล่าวต่อ โจทก์เมื่อผู้ร้องได้รับมรดกของผู้ตายเท่านั้น เมื่อผู้ร้องไม่ได้รับมรดกและโจทก์ก็มิได้ฟ้องผู้ร้องให้รับผิดต่อโจทก์ใน ฐานะหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา โจทก์เพิ่งมานำสืบในชั้นร้องขัดทรัพย์ว่าผู้ตายกู้ยืมเงินโจทก์ไปใช้จ่ายใน ครอบครัวและเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จะให้ฟังว่าผู้ร้องต้องรับผิดในฐานะที่เป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย ดังข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3หาได้ไม่ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าตามคำร้องของผู้ร้องปรากฏว่า ผู้ร้องไม่ได้ยกเหตุในกรณีที่จำเลยที่ 1 (ผู้ร้อง)ไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับทรัพย์มรดกใด ๆ ของผู้ตาย ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดในคดีนี้นั้นศาลฎีกา พิเคราะห์คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องแล้ว ได้ความว่า คำร้องของผู้ร้องได้บรรยายให้ปรากฏชัดแล้วว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดคดีนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ตาย และมิใช่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องแต่เป็น ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ร้องและนายแต้มร่วมกัน จึงเห็นได้ว่า ผู้ร้องได้อ้างแล้วว่าทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อผู้ร้องมิใช่เป็นผู้รับมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องในฐานะทายาทก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องโดยอ้างว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์ พิพาทนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา รูปคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่า ผู้ตายมิได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดนั้น แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องโจทก์หามีสิทธิยึดทรัพย์รายนี้ไม่

           ปล.การได้รับมรดกไม่ว่าจะได้มาโดยฐานะทายาทโดยชอบธรรมหรือโดยพินัยกรรม หากไม่ได้ระบุว่า "ให้เป็นสินสมรส" ทรัพย์สินย่อมเป็นสินส่วนตัวของผู้ได้รับทรัพย์สินนั้น