วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ของหมั้นเป็นสินส่วนตัว

ฎีกาที่ 2259/2529

          โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ทรัพย์รายการที่ 1, 3, 4, 9, 10, 12 คือ ตู้เย็นซันโย พัดลมยืนและตั้งโต๊ะ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ราวตากผ้าและชั้นตั้งของ เซฟเล็ก เตารีดเนชั้นแนล เป็นของขวัญที่ญาติและเพื่อนของโจทก์ซื้อให้โจทก์เนื่องในวันแต่งงาน และข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นของที่มอบให้โจทก์ก่อนวันแต่งงาน 1 วัน พิเคราะห์แล้วเห็นว่าของเหล่านี้เป็นของใช้ในครอบครัว เป็นของที่ให้เนื่องในโอกาสแต่งงานของโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้ให้ย่อมมีเจตนาที่จะให้คู่สมรสได้ใช้สอยเมื่อยู่ร่วมกัน ไม่ปรากฏว่าผู้ให้รายใดได้แสดงเจตนาไว้เป็นพิเศษว่ามอบให้แก่โจทก์โดยเฉพาะ ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่คู่
สมรสได้มาในระหว่างสมรส ตกเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474(1) ที่ได้ตรวจชำระใหม่ส่วนทรัพย์ตามรายการที่ 8 คือ เก้าอีกหวาย 2 ตัวใหญ่หมุนได้นั้นโจทก์นำสืบว่าเป็นของขวัญวันแต่งงานซึ่งได้รับมาพร้อมกับ ของขวัญอื่น ๆ แต่จำเลยนำสืบว่าเป็นของที่ซื้อมาภายหลังแต่งงานแล้ว
เห็นว่าทรัพย์รายการที่ 8 นี้ ถึงแม้จะฟังว่าเป็นของขวัญวันแต่งงาน หรือฟังว่าเป็นของที่ซื้อมาหลังแต่งงานแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยแตกต่างกันไป คือต้องฟังว่าเป็นสินสมรส ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทรัพย์รายการที่ 1, 3, 4, 8, 9, 10, 12เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหา ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปก็คือ เข็มขัดทอง ทรัพย์ตามรายการที่ 14 ซึ่งเป็นของหมั้นนั้น จำเลยที่ 2 และ 3 ให้นายเกียงชุ้นเอาคืนมาจากบิดาโจทก์ดังฟ้องหรือไม่ โจทก์มี ตัวโจทก์ นายจงบิดาโจทก์นางสาวสุภาวดี ปรีชาบริสุทธิกุล และนายเป้งเส็ง แซ่ลี้ เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า หลังจากแต่งงานแล้ว 3 วัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 และนายเกียงชุ้นไปที่บ้านโจทก์ โดยนายเกียงชุ้นบอกบิดาโจทก์ว่าเข็มขัดทองเป็นของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ต้องการเอาคืนแล้วจะซื้อให้ใหม่ บิดาโจทก์จึงคืนเข็มขัดทองให้ไป นายเกียงชุ้นก็เบิกความยอมรับว่าได้ไปบ้านบิดาโจทก์พร้อมกับโจทก์และจำเลย ที่ 1จริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดขอเข็มขัดทองคืนแต่อย่างใด เพียงแต่ไปเป็นเพื่อในฐานะเป็นเถ้าแก่เท่านั้น แต่ตัวจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า เข็มขัดทองเป็นของจำเลยที่ 3ตอนแรกได้เคยพูดกับนายเกียงชุ้นซึ่งเป็นเถ้าแก่ว่า เข็มขัดทองที่เป็นของหมั้นนั้สให้เอาไปจัดการหมั้น แต่เมื่อเสร็จแล้วให้ขอคืนมา แล้วแลกเป็นเงินสดให้ไป ส่วนนายเกียงชุ้นซึ่งเบิกความปฏิเสธว่า ไม่ได้พูดขอเข็มขัดทองคืนจากบิกาโจทก์นั้นเห็นว่า นายเกียงชุ้นเป็นคนของฝ่ายจำเลย ใช้แซ่เดียวกันกับจำเลยทั้งสาม คำของนายเกียงชุ้นที่เบิกความปฏิเสธดังกล่าวแล้ว จึงยากที่จะรับฟัง ตามพฤติการณ์แห่งคดีพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ให้นายเกียงชุ้นไปเอาเข็มขัดทองซึ่งเป็นของหมั้นคืนมาจากบิดาโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3ต้องรับผิดคืนเข็ดขัดทองให้แก่โจทก์

            ปล.ของหมั้นที่ฝ่ายชายมอบให้แก่ฝ่ายหญิงให้ถือว่า "เป็นสินส่วนตัว" ของฝ่ายหญิง