วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บริการสำนักงาน

ดำเนินงานโดย ทนายชัยยะ โชว์เสียง



ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายตลอด 24 ชั่วโมง
รับดำเนินงานด้านกฎหมายทั่วราชอาณาจักร

  • รับดำเนินงานที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน สามัญ คณะบุคคล และธุรกิจอื่นๆทุกประเภท 
  • รับมอบอำนาจดำเนินคดีแพ่ง-อาญา คดีเช็ค คดีฉ้อโกง คดีฉ้อโกงเจ้าหนี้ คดียักยอกทรัพย์ 
  • ติดตามหนี้สิน เร่งรัดหนี้สิน สืบทรัพย์ บังคับคดี (ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ร้องขอขัดทรัพย์ ร้องขอกันส่วน) 
  • คดีครอบครัว ร้องขอให้รับเด็กเป็นบุตร ร้องขอให้มีอำนาจปกครองบุตร ร้องขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตร แบ่งสินสมรส ฟ้องหย่า ฟ้องเรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเสียหายอื่นๆ 
  • คดีมรดก ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ร้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดก ร้องขอแบ่งมรดกในฐานะทายาท-ทายาทแทนที่-ผู้รับพินัยกรรม แบ่งมรดก 
  • คดีละเมิด ฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้แรงงาน ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าเจ็บปวดทนทุกข์คดีทรมานและค่าสินไหมทดแทนอื่นๆ 
  • คดีแรงงาน กรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายอื่นๆ 
  • คดีผู้บริโภค และคดีแพ่งอื่นๆ ฟ้องร้อง-ต่อสู้คดีกู้ยืมเงิน บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เช่าซื้อ ซื้อ-ขายสินค้า บังคับจำนอง ร้องขอครอบครองปรปักษ์ ร้องขอใช้ทางจำเป็น-ภาระจำยอม และคดีผิดสัญญาอื่นๆทุกประเภท 
  • คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีล้มละลาย คดีปกครอง คดีภาษีอากร และคดีอื่นๆทุกประเภท 
  • สืบจับบุคคล ลูกหนี้ ผู้ต้องหา และจำเลยตามหมายจับ


ติดต่อ/สอบถาม : ทนายความชัยยะ 

สำนักงานทนายความเลขที่ 85/94 หมู่ที่ 9 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี 11140
โทร/แฟ็กซ์ : 0-2070-5717 มือถือ : 08-0774-2855, 08-6312-3622
Line ID : chaiyalaw
E-Mail : chaiyathiput@yahoo.com & chaiyathiput@gmail.com
เว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.chaiyathiput.com 
เว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://facebook.com/chaiyalawyer
เว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://twitter.com/chaiyathiput
หมายเหตุ : ค่าดำเนินงานและค่าบริการเป็นไปตามข้อตกลง

วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

ให้เงินตามที่ผู้อื่นหลอกโดยรู้ว่าเป็นการมิชอบเรียกเงินคืนไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7326/2557

      การที่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยที่ 1 จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้ช่วยเหลือบุคคลของตนเข้าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยไม่ต้องสอบอันเป็นการไม่ชอบ แสดงว่ามีเจตนาร้ายมุ่งหวังต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) เป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่อาจร้องขอให้เรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติไว้

      โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 343 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1,850,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน

การแบ่งงานกันทำก็ถือเป็นการร่วมกันกระทำความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10330/2557

      แม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้เพียงว่าจำเลยพูดหลอกลวงชักชวน ป. ผู้เสียหายที่ 5 เพียงคนเดียวให้เข้าร่วมลงทุน ส่วนผู้เสียหายอื่นถูกผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นพูดหลอกลวงชักชวนให้เข้าร่วมลงทุน แต่ความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนองค์ประกอบสำคัญคือ มีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน และความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนองค์ประกอบที่สำคัญคือ ผู้กระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันโฆษณาหรือประกาศต่อประชาชนหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปในการกู้ยืมเงิน ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจกระทำการในลักษณะแบ่งงานกันทำ ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำต่อ

วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พ่อแม่ยกทรัพย์สินให้ลูกไม่เลี้ยงดูและด่าว่าสามารถเรียกทรัพย์สินคืนได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10243/2550

      ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ระหว่างโจทก์กับ ฉ. ซึ่งถือว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาทได้ตามมาตรา 1475 แต่ถึงแม้โจทก์จะมิได้ร้องขอดังกล่าว แต่การจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อ ฉ. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยโจทก์ให้ความยินยอม ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ให้ตามมาตรา 521 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องถอนคืนการให้ได้
      โจทก์และ ฉ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หาเมื่อ พ.ศ.2528 ต่อมา พ.ศ.2536 ฉ. ถึงแก่ความตาย แต่เหตุแห่งการประพฤติเนรคุณเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2543 ภายหลังจากที่ ฉ. ถึงแก่ความตายแล้ว และ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความฉ้อโกงประชานชนและเกี่ยวกับบัตรต่างๆ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2559

      การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากวิธีการหลอกลวง เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกจัดตั้งระบบอุปกรณ์โทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์ในรูปสำนักงานเครือข่ายโทรศัพท์ ขึ้นในต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต ด้วยวิธีการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวก แล้วโทรศัพท์หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อไปยังประชาชนทั่วไป รวมทั้งประชาชนไทยในราชอาณาจักร และแจ้งแก่ผู้ที่ได้รับการติดต่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่าง ๆ ในลักษณะอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลอกลวงผู้ได้รับการติดต่อว่าผู้นั้นเป็นหนี้บัตร

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

นายวงแชร์ไม่มีสิทธิฟ้องแต่ลูกวงมีสิทธิฟ้องนายวงแชร์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231/2552

      ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเอาแก่สมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมตรา 6 เท่านั้น เพราะมาตรา 7 บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกมีการประมูลแชร์ระหว่างกันมาตลอด และจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ด้วยนั้นแสดงว่าโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกซึ่งเป็นลูกวงแชร์มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกัน และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 ดังกล่าว ฉะนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยและพวกจึงไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินค่าแชร์ที่ติดค้าง

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560

คดีแชร์ลูกโซ่-แชร์-ฉ้อโกงประชาชน


จัดตั้งวงแชร์โดยไม่มีสมาชิกอยู่จริงผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2318/2553

      การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6 (1) (2), 17 ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์หรือเป็นนายวงแชร์ที่แท้จริง ดังนี้ แม้ตามคำฟ้องตอนต้นระบุว่า จำเลยเป็นนายวงแชร์ 7 วง อันเป็นการจัดให้มีการเล่นแชร์มากกว่าสามวงและมีสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน และกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเกี่ยวกับการจัดตั้งวงแชร์ของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 7 และประชาชนทั่วไป แต่ในคำฟ้องต่อไปได้อธิบายถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า ความจริงจำเลยไม่มีสมาชิกครบตามจำนวนวงแชร์ดังที่จำเลยแจ้งต่อผู้เสียหายทั้งเจ็ดและผู้อื่น แต่จำเลยอ้างหรือจัดตั้งชื่อผู้มีชื่อขึ้นมาเป็นสมาชิกเพื่อให้ครบตามจำนวนสมาชิกวงแชร์ อันเป็นความเท็จ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดและผู้อื่นหลง

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บุคคลธรรมดาจัดตั้งวงแชร์อาจมีความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20111 - 20112/2556

      พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้... (2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน" จึงเห็นได้ว่าจำนวนสมาชิกที่เล่นแชร์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นการเล่นแชร์วงเดียวกันเท่านั้น แต่อาจเป็นการเล่นแชร์คนละวงกันหรือหลายวงต่างกันได้ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าในการเป็นนายวงแชร์หรือเล่นแชร์นั้นมีสมาชิกวงแชร์ทุกวงจำนวนรวมกันมากกว่า 30 คน เมื่อตามฎีกาของจำเลยที่ 1 รับว่า แชร์วงใหญ่ประกอบด้วยวงแชร์ 2 วง จำนวนสมาชิกวงละ 29 คน จึงมีจำนวนรวมกัน 58 คน เป็นจำนวนมากกว่า 30 คน และแชร์วงเล็กมีจำนวนวงละ 27 คน จึงมีจำนวน 54 คน อันเป็นจำนวนมากกว่า 30 คนเช่นกัน จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2)

ประมวลกฎหมายรัษฎากร พ.ศ.๒๔๘๑

ลักษณะ ๑
 ข้อความเบื้องต้น 
ลักษณะ ๒ 
ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร 
หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป 
หมวด ๑ ทวิ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร